ผู้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารสะดวกที่ใส่สายท่อกระเพาะอาหารขณะอยู่ที่ี่บ้าน
ควรได้รับการเอาใจใส่และให้การดูแลในเรื่องต่อไปนี้
การดูแลสายท่อกระเพาะอาหาร ..ล้างมือก่อนอย่างถูกต้องทุกครั้ง
1. สังเกตตำแหน่งของสายท่อกระเพาะไม่ให้มีการเลื่อนหลุด กรณีเมื่อมีการเลื่อนหลุดของสายควรรีบมาพบแพทย์ทัันทีีพร้อมนำสายสำรองมาด้วยทุกครั้ง
2. ควรเปลี่ยนสายตามแพทย์นัดทุก 3-6 เดือน หรือแล้วแต่่ชนิดของสาย
3. ควรหมุนสายท่่อทางเดินอาหารทุกวัน กรณีที่ี่ใส่สายแบบสายสวนทางเดินปัสสาวะนั้น ควรเปลี่ยนน้ำในลูกโปงปลายสายทุกสัปดาห์ โดยใช้น้ำกลั่นเติิมตามขนาดของสาย
4. สังเกตผิวหนังรอบ ๆ รูเปิดของกระเพาะอาหาร ไม่ให้ระคายเคืองหรือมีรอยกดทับ..โดยใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกเช็ด(ด้วยมือที่ล้างมือก่อนอย่างถูกต้องทุกครั้ง) หากมีแผลเกิดขึ้นควรเช็ดด้วยน้ำเกลือแล้วปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล
-- หมายเหตุ—น้ำเกลือคืออะไร…/….น้ำเกลือสเตอร์ไลน์ หาซื้อได้ที่ร้านขายยาทั่วไป
การดูแลการให้นม/สารอาหารทางสายท่อกระเพาะอาหาร
1. ควรล้างมือก่อนให้นม/สารอาหารทุกครั้ง
2. เตรียมอาหารและอุปกรณ์ให้พร้อม.
(ถ้าเป็นนม/สารอาหารควรอุ่นก่อนให ้ประมาณ 10 นาที และทดสอบด้วยว่านม/สารอาหารนั้นอุ่นหรือร้อนจนเกินไปโดยหยดลงบนหลังมือหรืออาจใช้ขวดนมอังแก้มหรือหนังตา )
3. ควรทดสอบตำแหน่งของสายท่อกระเพาะอาหารก่อนให้นม/สารอาหารทุกครั้ง...โดยดูดดูน้ำย่อยหรือใช้แผ่นตรวจกรดด่าง (โปรดแจ้งวิธีทำ ก่อนเพื่อความแน่ใจ ถ้าทำไม่เป็นให้ฝึกที่ศูนย์บริบาล เนื่องจากผู้ที่ทำไม่เป็นอาจเป็นผลให้สายตึง แผลฉีก กระเพาะทะลุ เป็นแผลในกระเพาะ ฯลฯ)
4. ก่อนและหลังให้นม/สารอาหาร ควรจัดท่าผู้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารเองได้นั้น ให้อยู่ในท่าที่สะดวกที่สุด คือ นั่งตัวตรง ถ้ากรณีป่วยอาจให้ศีรษะสูง 45 องศา ตลอดการให้อาหาร เพื่อป้องกันการสำลัก
5. ก่อนและหลังให้นม/สารอาหารควรล้างมือก่อนอย่างถูกต้องทุกครั้ง และเช็ดทำความสะอาดปลายสายทุกครั้ง โดยใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกเช็ด
6. สังเกตขณะให้นม/สารอาหาร ให้อย่างช้าๆ คลึงท่อให้ไหลสะดวก สังเกตุว่ามีการสำลักหรือไม่ หลังการให้อาหารควรล้างสายท่อด้วยน้ำสะอาดอุ่น คลึงท่อให้สะอาดทุกครั้ง
7. จดบันทึกชนิดและจำนวนอาหารที่ให้ในแต่่ละมื้อลงในสมุดหรือแบบบันทึก
8. กรณีที่ี่พบอาการผิดปกติ เช่นมีสำลัก ปวดท้อง ท้องอืดมาก บวมตามร่างกาย หรือบวมตามหลังมือหลังเท้า ให้รีบมาพบแพทย์ทันที
9. ชั่งน้ำหนักผู้ป่วยอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และวัดส่วนสูงอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของผู้ป่่วยว่าได้รับอาหารเพียงพอหรือไม่
วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ถ้าพ่อแม่นอนไม่หลับ
สาเหตุของการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ แบ่งออกได้เป็น 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ
1. เกิดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความชรา
โดยปกติเมื่อมนุษย์เริ่มเข้าสู่วัยชรา สมองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม เหมือนเช่นอวัยวะอื่น โดยลักษณะการนอนของผู้สูงอายุ จะมีลักษณะดังต่อไปนี้
• ระยะเวลาของการนอนตอนกลางคืนจะลดลง
• ใช้เวลานานขึ้นหลังจากเข้านอนเพื่อที่จะหลับ
• ช่วงระยะที่หลับแบบตื้น (ตอนที่กำลังเคลิ้มแต่ยังไม่หลับสนิท) จะยาวขึ้น ขณะที่ช่วงระยะที่หลับสนิทจริงๆ จะลดลง
• จะมีการตื่นขึ้นบ่อยๆ กลางดึก
ดังนั้นผู้สูงอายุ แม้จะมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ สมวัย ก็อาจรู้สึกว่าตัวเองนอนน้อยลง หรือคิดไปว่านอนไม่หลับ แต่มีข้อที่น่าสังเกตคือ ผู้ป่วยกลุ่มนี้แม้จะดูเหมือนว่า “ นอนไม่หลับ ” แต่ช่วงกลางวันก็มักจะไม่มี อาการง่วงเหงาหาวนอนแต่อย่างใด
2. เกิดเนื่องจากมีโรคที่เป็นพยาธิสภาพซ่อนอยู่ ได้แก่
• จากยาที่ผู้สูงอายุกำลังใช้อยู่
ยาบางประเภท โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ ในระบบประสาทส่วนกลางหรือสมอง ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ เช่น การใช้ยานอนหลับนานๆ ยารักษาอาการสั่น เคลื่อนไหวช้าในโรค Pakinsonism หรือบางครั้งอาจเป็นส่วนผสมของยารักษาโรคอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับทางสมองเช่น alcohol ในพวกยาน้ำแก้ไอ หรือ caffeine ที่ผสมในยารักษาโรคหวัด เป็นต้น เมื่อผู้สูงอายุหยุดการใช้ยาเหล่านี้ อาการนอนไม่หลับก็จะหายไปเอง
• โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
ผู้สูงอายุที่มีโรคใดก็ตาม ที่ทำให้ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อยๆ ตอนกลางคืน ก็จะมีผลต่อการนอนด้วย เช่น โรคเบาหวาน จะทำให้ปัสสาวะบ่อยและปริมาณปัสสาวะมาก โรคต่อมลูกหมากโตในผู้สูงอายุชาย โรคไตวายเรื้อรัง หรือแม้แต่การใช้ยาขับปัสสาวะ ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือภาวะหัวใจวาย ก็ทำให้มีปัสสาวะตอนกลางคืนได้บ่อย
• ความเจ็บปวด
ความเจ็บปวดทางกายไม่ว่าจากอวัยวะใด จะมีผลทางอ้อมต่อการนอนหลับในผู้สูงอายุเสมอ ที่พบบ่อยมักเกิดจาก โรคของกระดูกและข้อเสื่อม ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเรื้อรังได้ เช่น ข้อเข้าเสื่อม กระดูกคอเสื่อม เป็นต้น นอกจากนั้นอาการเจ็บปวด อาจเกิดจากอวัยวะภายในช่องท้องเช่น ท้องผูก แน่นท้อง อาการไม่ย่อย เป็นต้น
• โรคสมองเสื่อมและภาวะจิตผิดปกติ
ผู้สูงอายุที่เริ่มมีสมองเสื่อมในระยะแรก จะมีอาการนอนไม่หลับได้ เพิ่มจากอาการขี้หลงขี้ลืม หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนสาเหตุของสมองเสื่อมในผู้สูงอายุไทย มักเกิดจากการอุดตันของเส้นโลหิตในสมอง ที่เกิดซ้ำกันหลายๆ ครั้ง อาจจะมี หรือไม่มีอาการของอัมพาตร่วมด้วยก็ได้ นอกจากนั้น ภาวะซึมเศร้าก็เป็นสาเหตุของการนอนยากในผู้สูงอายุได้ โดยผู้ป่วยมักจะมีลักษณะที่เข้านอนได้ตามปกติ แต่ตื่นขึ้นกลางดึกเช่น ตี 3-4 แล้วไม่สามารถนอนต่อได้อีก
• อื่นๆ
ผู้สูงอายุบางรายเวลานอนหลับสนิท สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกระตุ้นการหายใจ จะทำงานลดลง ผู้ป่วยอาจหยุดหายใจได้ชั่วขณะ จากนั้นสมองจะถูกกระตุ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง เพื่อให้หายใจ ขณะนั้นผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาได้ ทำให้การนอนหลับไม่ต่อเนื่องได้ หรือบางรายเวลาหลับสนิท ลิ้นในช่องปากจะตกย้อนไปข้างหลัง และอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้เกิดเสียงกรนขึ้นได้ และถ้าอุดกั้นมากขึ้นถึงกับทำให้อากาศ ไม่สามารถผ่านเข้าหลอดลมและปอด สมองก็จะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง เพื่อให้ร่างกายพยายามหายใจ ก็ทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นได้อีกเช่นกัน
จากสาเหตุของการนอนหลับ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่าผู้ป่วยจำเป็น ต้องได้รับการซักประวัติการเจ็บไข้ได้ป่วย ประวัติการนอน และตรวจร่างกายจากแพทย์โดยละเอียด เพื่อสืบสาวถึงสาเหตุที่แท้จริง ของการนอนไม่หลับในผู้ป่วยแต่ละราย
ในขั้นต้น ผู้สูงอายุที่เริ่มประสบปัญหาการนอนไม่หลับ มีข้อปฏิบัติบางประการ ที่อาจช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ ดังนี้
• พยายามหลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หรือจำกัดเวลาการนอนกลางวัน ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงในช่วงบ่าย
• หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ , เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ โดยเฉพาะเวลาเย็น เป็นต้น
• ไม่ควรดื่มน้ำในช่วงเวลา 4-5 ชั่วโมงก่อนที่จะถึงเวลาเข้านอน ถ้ามีปัญหาปัสสาวะเวลากลางคืนบ่อยๆ
• เพิ่มกิจกรรมหรือการออกกำลังกาย ในช่วงเวลากลางวันให้มากขึ้น
• ถ้าผู้สูงอายุไม่มีอาการง่วงนอน เมื่อถึงเวลาเข้านอน และไม่สามารถนอนหลับได้ ก็ควรลุกขึ้นมาหาอะไรทำ ดีกว่าที่จะนอนกลิ้งไปมาบนเตียง
• กำหนดเวลาอาหารมื้อเย็นให้คงที่สม่ำเสมอ และควรจะเป็นอาหารที่มี protein สูงเมื่อเทียบกับมื้ออื่นๆ
• พยายามจัดสิ่งแวดล้อมภายในห้องนอน ให้เงียบและมืดพอสมควร ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
• ฝึกการทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบ
โดยสรุป ผู้สูงอายุมักประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับได้บ่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจากความชรา มีผลกระทบต่อความเสื่อมของสมอง ผู้สูงอายุโดยทั่วไปจึงควรทำความเข้าใจกับปัญหาที่เป็น “ ปกติ ” ในผู้สูงอายุ และพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้น และเมื่ออาการนอนไม่หลับยังไม่ดีขึ้น ผู้สูงอายุก็อาจจำเป็นต้องรับ การตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อค้นหาโรคต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุต่อไป
1. เกิดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของความชรา
โดยปกติเมื่อมนุษย์เริ่มเข้าสู่วัยชรา สมองจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม เหมือนเช่นอวัยวะอื่น โดยลักษณะการนอนของผู้สูงอายุ จะมีลักษณะดังต่อไปนี้
• ระยะเวลาของการนอนตอนกลางคืนจะลดลง
• ใช้เวลานานขึ้นหลังจากเข้านอนเพื่อที่จะหลับ
• ช่วงระยะที่หลับแบบตื้น (ตอนที่กำลังเคลิ้มแต่ยังไม่หลับสนิท) จะยาวขึ้น ขณะที่ช่วงระยะที่หลับสนิทจริงๆ จะลดลง
• จะมีการตื่นขึ้นบ่อยๆ กลางดึก
ดังนั้นผู้สูงอายุ แม้จะมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ สมวัย ก็อาจรู้สึกว่าตัวเองนอนน้อยลง หรือคิดไปว่านอนไม่หลับ แต่มีข้อที่น่าสังเกตคือ ผู้ป่วยกลุ่มนี้แม้จะดูเหมือนว่า “ นอนไม่หลับ ” แต่ช่วงกลางวันก็มักจะไม่มี อาการง่วงเหงาหาวนอนแต่อย่างใด
2. เกิดเนื่องจากมีโรคที่เป็นพยาธิสภาพซ่อนอยู่ ได้แก่
• จากยาที่ผู้สูงอายุกำลังใช้อยู่
ยาบางประเภท โดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ ในระบบประสาทส่วนกลางหรือสมอง ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ เช่น การใช้ยานอนหลับนานๆ ยารักษาอาการสั่น เคลื่อนไหวช้าในโรค Pakinsonism หรือบางครั้งอาจเป็นส่วนผสมของยารักษาโรคอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับทางสมองเช่น alcohol ในพวกยาน้ำแก้ไอ หรือ caffeine ที่ผสมในยารักษาโรคหวัด เป็นต้น เมื่อผู้สูงอายุหยุดการใช้ยาเหล่านี้ อาการนอนไม่หลับก็จะหายไปเอง
• โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ
ผู้สูงอายุที่มีโรคใดก็ตาม ที่ทำให้ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อยๆ ตอนกลางคืน ก็จะมีผลต่อการนอนด้วย เช่น โรคเบาหวาน จะทำให้ปัสสาวะบ่อยและปริมาณปัสสาวะมาก โรคต่อมลูกหมากโตในผู้สูงอายุชาย โรคไตวายเรื้อรัง หรือแม้แต่การใช้ยาขับปัสสาวะ ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือภาวะหัวใจวาย ก็ทำให้มีปัสสาวะตอนกลางคืนได้บ่อย
• ความเจ็บปวด
ความเจ็บปวดทางกายไม่ว่าจากอวัยวะใด จะมีผลทางอ้อมต่อการนอนหลับในผู้สูงอายุเสมอ ที่พบบ่อยมักเกิดจาก โรคของกระดูกและข้อเสื่อม ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเรื้อรังได้ เช่น ข้อเข้าเสื่อม กระดูกคอเสื่อม เป็นต้น นอกจากนั้นอาการเจ็บปวด อาจเกิดจากอวัยวะภายในช่องท้องเช่น ท้องผูก แน่นท้อง อาการไม่ย่อย เป็นต้น
• โรคสมองเสื่อมและภาวะจิตผิดปกติ
ผู้สูงอายุที่เริ่มมีสมองเสื่อมในระยะแรก จะมีอาการนอนไม่หลับได้ เพิ่มจากอาการขี้หลงขี้ลืม หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วนสาเหตุของสมองเสื่อมในผู้สูงอายุไทย มักเกิดจากการอุดตันของเส้นโลหิตในสมอง ที่เกิดซ้ำกันหลายๆ ครั้ง อาจจะมี หรือไม่มีอาการของอัมพาตร่วมด้วยก็ได้ นอกจากนั้น ภาวะซึมเศร้าก็เป็นสาเหตุของการนอนยากในผู้สูงอายุได้ โดยผู้ป่วยมักจะมีลักษณะที่เข้านอนได้ตามปกติ แต่ตื่นขึ้นกลางดึกเช่น ตี 3-4 แล้วไม่สามารถนอนต่อได้อีก
• อื่นๆ
ผู้สูงอายุบางรายเวลานอนหลับสนิท สมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกระตุ้นการหายใจ จะทำงานลดลง ผู้ป่วยอาจหยุดหายใจได้ชั่วขณะ จากนั้นสมองจะถูกกระตุ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง เพื่อให้หายใจ ขณะนั้นผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาได้ ทำให้การนอนหลับไม่ต่อเนื่องได้ หรือบางรายเวลาหลับสนิท ลิ้นในช่องปากจะตกย้อนไปข้างหลัง และอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้เกิดเสียงกรนขึ้นได้ และถ้าอุดกั้นมากขึ้นถึงกับทำให้อากาศ ไม่สามารถผ่านเข้าหลอดลมและปอด สมองก็จะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง เพื่อให้ร่างกายพยายามหายใจ ก็ทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นได้อีกเช่นกัน
จากสาเหตุของการนอนหลับ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นว่าผู้ป่วยจำเป็น ต้องได้รับการซักประวัติการเจ็บไข้ได้ป่วย ประวัติการนอน และตรวจร่างกายจากแพทย์โดยละเอียด เพื่อสืบสาวถึงสาเหตุที่แท้จริง ของการนอนไม่หลับในผู้ป่วยแต่ละราย
ในขั้นต้น ผู้สูงอายุที่เริ่มประสบปัญหาการนอนไม่หลับ มีข้อปฏิบัติบางประการ ที่อาจช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ ดังนี้
• พยายามหลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หรือจำกัดเวลาการนอนกลางวัน ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงในช่วงบ่าย
• หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ , เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ โดยเฉพาะเวลาเย็น เป็นต้น
• ไม่ควรดื่มน้ำในช่วงเวลา 4-5 ชั่วโมงก่อนที่จะถึงเวลาเข้านอน ถ้ามีปัญหาปัสสาวะเวลากลางคืนบ่อยๆ
• เพิ่มกิจกรรมหรือการออกกำลังกาย ในช่วงเวลากลางวันให้มากขึ้น
• ถ้าผู้สูงอายุไม่มีอาการง่วงนอน เมื่อถึงเวลาเข้านอน และไม่สามารถนอนหลับได้ ก็ควรลุกขึ้นมาหาอะไรทำ ดีกว่าที่จะนอนกลิ้งไปมาบนเตียง
• กำหนดเวลาอาหารมื้อเย็นให้คงที่สม่ำเสมอ และควรจะเป็นอาหารที่มี protein สูงเมื่อเทียบกับมื้ออื่นๆ
• พยายามจัดสิ่งแวดล้อมภายในห้องนอน ให้เงียบและมืดพอสมควร ไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป
• ฝึกการทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบ
โดยสรุป ผู้สูงอายุมักประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับได้บ่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจากความชรา มีผลกระทบต่อความเสื่อมของสมอง ผู้สูงอายุโดยทั่วไปจึงควรทำความเข้าใจกับปัญหาที่เป็น “ ปกติ ” ในผู้สูงอายุ และพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้น และเมื่ออาการนอนไม่หลับยังไม่ดีขึ้น ผู้สูงอายุก็อาจจำเป็นต้องรับ การตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อค้นหาโรคต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับในผู้สูงอายุต่อไป
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
